ผลกระทบของสารกำจัดศัตรูพืชกับผึ้ง

ผลกระทบของสารกำจัดศัตรูพืชกับผึ้ง

 

ผลกระทบของสารกำจัดศัตรูพืชกับผึ้ง

 

         การปลูกพืชมักจะมีแมลง ไรศัตรูพืช โรคพืช ระบาดทำความเสียหาย ตามหลักวิชาการแล้ว วิธีการที่เหมาะสมที่สุดคือ การป้องกันกำจัดศัตรูพืชโดยวิธีผสมผสาน หรือการจัดการศัตรูพืช (Integrated Pest Management หรือ ไอพีเอ็ม “IPM”) ถ้าจำเป็นบางครั้งก็จำเป็นต้องใช้สารเคมี โชคร้ายแมลงมีประโยชน์ เช่น ตัวห้ำ ตัวเบียน ที่เป็นศัตรูธรรมชาติของศัตรูพืชมักจะอ่อนแอต่อสารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช โดยเฉพาะสารกำจัดแมลง นอกจากนี้ยังมีแมลงหลายชนิดที่คอยผสมเกสร หรือมีการเลี้ยงแมลงเพื่อใช้ประโยชน์ เช่น ผึ้ง และชันโรง ที่จริงแล้วสารเคมีที่จะนำมาขึ้นทะเบียนทุกชนิดจำเป็นต้องมีข้อมูลทางด้านพิษวิทยา (Toxicology) ที่มีต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทั้งพิษเฉียบพลันและพิษเรื้อรัง นอกจากนี้ยังต้องมีข้อมูลพิษวิทยาทางด้านสิ่งแวดล้อม (Ecotoxicity) โดยเฉพาะต่อผึ้ง ซึ่งข้อมูลนี้ในฉลากสารกำจัดศัตรูพืชจะต้องมีปรากฏในส่วนของคำเตือน แต่เกษตรกรไม่ค่อยชอบอ่านฉลาก ทำให้เกิดปัญหาตามมาเช่นกรณีของสวนมะม่วง ที่ในรอบหลายปีที่ผ่านมาประสบปัญหามะม่วงออกดอก แต่ติดผลน้อย หรือไม่ติดผล หรือมีอาการที่เกษตรกรเรียกว่าผลกระเทย สาเหตุหนึ่งที่ผู้เขียนคาดว่าน่าจะเกี่ยวข้องคือแมลงผสมเกสรลดลง เพราะการพ่นสารเคมีในช่วงดอกบาน ทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงกับผึ้ง และแมลงผสมเกสรอื่นๆ ทั้งทางตรงคือพ่นสารถูกตัวผึ้งทำให้ผึ้งตายทันที หรือผึ้งมาตอมเกสรที่มีสารเคมีตกค้าง โดยเฉพาะสารเคมีที่ทำลายระบบประสาททำให้ผึ้งไม่สามารถกลับรังได้ หรือเจ็บป่วยตายภายหลังจากกลับรังไปแล้ว ในต่างประเทศให้ความสำคัญมากเรื่องสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่มีผลกระทบต่อผึ้ง หลายท่านอาจเคยได้ยินข่าวว่า สหภาพยุโรปประกาศห้ามใช้สารในกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ เช่น อิมิดาโคลพริด ไทอะมีทอกแซม และโคลไทอะนิดิน สาเหตุเป็นเพราะว่าสารในกลุ่มนี้เป็นสารดูดซึมหลังจากพ่นไปแล้วจะตกค้างที่ดอก ละอองเกสร เมื่อผึ้งมาเก็บละอองเกสรจะสัมผัสกับสารที่ตกค้างทำให้สารเคมีไปทำลายระบบประสาทตรงส่วนจุดรับสารอะซีตีลโคลีนหรือที่เรียกว่านิโคตินิกอะซีตีลโคลีนรีเซ็บเตอร์ของผึ้ง ทำให้ผึ้งไม่สามารถควบคุมระบบประสาทได้ ส่งผลให้ไม่สามารถบินกลับรังและเก็บอาหารกลับไปที่รัง วงจรกิจกรรมของผึ้งถูกกระทบอย่างรุนแรง ผึ้งตัวอ่อน และนางพญาผึ้งอดอาหารทยอยตาย สุดท้ายทำให้ผึ้งค่อยๆสูญหายไปจากระบบนิเวศ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและการผลิตไม้ผล พืชผักที่ต้องมีผึ้งช่วยในการผสมเกสร ดังนั้นเกษตรกร ผู้รับจ้างพ่นสารเคมีกำจัดศัตรูพืช ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับเคมีเกษตรทั้งทั้งวิชาการ นักส่งเสริม ผู้ผลิต ผู้จำหน่าย ร้านค้าวัตถุอันตรายทางการเกษตร ต้องศึกษารายละเอียดของฉลากสารกำจัดศัตรูพืช ให้รอบคอบ ก่อนทำการแนะนำให้เกษตรกร นำไปใช้ต่อไป


การลดข้อขัดแย้งระหว่างเกษตรกร ผู้รับจ้างพ่น กับคนเลี้ยงผึ้งทำได้อย่างไร ?

1. อ่านฉลากทำความเข้าใจผลิตภัณฑ์ที่จะนำมาใช้ โดยเฉพาะระดับความเป็นอันตรายของสารเคมีต่อผึ้ง
2. หากมีสารเคมีหลายกลุ่มหรือหลายกลไกการออกฤทธิ์ที่มีประสิทธิภาพกำจัดศัตรูพืช ควรเลือกกลุ่มของสาร หรือชนิดของสารเคมีที่มีผลกระทบต่อผึ้งให้น้อยที่สุด
3. หลีกเลี่ยงการพ่นสารเคมีที่อันตรายต่อผึ้งระดับรุนแรงในช่วงดอกบาน เพราะเป็นช่วงที่ผึ้งจะเข้ามาในสวนมากที่สุด นอกจากนี้ยังต้องระมัดระวังไม่ให้ละอองสารเคมีไปตกลงบนดอกวัชพืชที่อยู่ในบริเวณสวนด้วย
4. ช่วงเวลาในการพ่นสารเคมีสำคัญมาก เช่น พ่นสารเคมีที่อันตรายต่อผึ้งระดับร้ายแรง หลังจากเวลา 16.00 น.หรือพ่นช่วงเย็นๆ ซึ่งช่วงเวลาข้ามคืนสารเคมีจะถูกดูดซึม และเจือจาง บางส่วนได้สลายตัวไป ทำให้ลดผลกระทบที่มีต่อผึ้ง
5. คัดเลือกสูตรของสารเคมีที่ปลอดภัย หรืออันตรายน้อยต่อผึ้ง
 การพ่นสารสูตรการพ่นฝุ่น (Dust) จะอันตรายต่อผึ้งมากที่สุด ซึ่งเป็นเรื่องที่โชคดีที่บ้านเราไม่มีสูตรนี้อนุญาตให้ใช้ เนื่องจากมีผลกระทบต่อผู้ใช้ ผู้คนและสัตว์เลี้ยงที่อยู่ใกล้เคียง โดยเฉพาะพิษต่อผิวหนัง และระบบหายใจ
 สูตรของสารเคมีประเภทที่ต้องละลายน้ำก่อนพ่นจะมีพิษต่อผึ้ง น้อยกว่าสูตรพ่นฝุ่น แต่จะมีความแตกต่างกันไป เช่น สูตรอีซี (Emulsifiable Concentrate : EC) ซึ่งมีตัวทำละลายที่เป็นอนุพันธ์ของน้ำมันเบนซีน เช่น สารเมทิลเบนซีน (methylbenzene)หรือ ไดเมทิลเบนซีน (dimethylbenzene) หรือที่นิยมนำมาใช้คือ ไซลีน และโทลูอีน ทำให้จะมีพิษต่อผึ้งมากกว่าสูตรอื่น เช่น EW WP SP WG SG SC CS ZC SL
 กรณีการพ่นระบบน้ำมากเช่น เครื่องพ่นแบบแรงดันน้ำสูงการปรับขนาดละอองสารที่ละเอียดจะอันตรายต่อผึ้งน้อยกว่าขนาดละอองโต
 กรณีพ่นสารระบบน้ำน้อยที่ต้องผสมสารเคมีในอัตราที่เข้มข้นสูงกว่าระบบน้ำมาก เช่น เครื่องพ่นแบบแอร์บลาส เครื่องพ่นแบบน้ำน้อยมาก (Untra Low Volume : ULV) หรือใช้โดรน (Drone) จะอันตรายต่อผึ้งมากกว่าการพ่นระบบน้ำมาก
 สูตรเม็ด (Granule) จะมีอันตรายน้อยต่อผึ้ง เพราะใช้แบบรองก้นหลุม หรือหว่านรอบโคนต้น
 สูตรไมโครอิมัลชั่น หรือไมโครเอ็นแคปซูเลต (Micro-emulsion : ME) ละอองสารมีการสลายตัวอย่างช้าๆมีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อผึ้งมาก เนื่องจากขนาดจะใกล้เคียงกับละอองเกสร ทำให้ผึ้งเข้าใจผิดเก็บละอองสารรวมกับละอองเกสร ขนกลับรังซึ่งสารเคมีจะไม่อันตรายต่อตัวผึ้งที่เก็บ แต่จะอันตรายต่อผึ้งหลังจากสารเคมีถูกเก็บไว้ที่รังแล้ว โดยเฉพาะผึ้งระยะตัวอ่อน
6. วิธีการใช้สารเคมี (Mode of Application) มีความสำคัญมาก เช่น การพ่นทางอากาศ เช่น เครื่องบิน หรือโดรน มีความเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายต่อผึ้งมากกว่าการพ่นทางพื้นดิน เนื่องจากการพ่นทางอากาศมีเป้าหมายคือต้นพืช ด้านล่างอาจจะมีรังผึ้งอยู่ด้วย
7. ไม่ควรพ่นบริเวณที่มีรังผึ้ง หรือต้นพืชที่มีรังผึ้ง และถ้าจำเป็นต้องพ่นสารควรพ่นสารให้หลีกเลี่ยงละอองสารตกลงรังผึ้ง
8. กรณีที่มีฟาร์มเลี้ยงผึ้งอยู่บริเวณใกล้เคียงสวน ควรแจ้งเจ้าของฟาร์มว่าจะพ่นสารช่วงเวลาใด เพื่อป้องกันไม่ให้ผึ้งออกจากรังในช่วงเวลาที่พ่นสาร
9. การทิ้งภาชนะใส่สารเคมีต้องระมัดระวัง ไม่ให้ปนเปื้อนแหล่งน้ำที่ผึ้งมาเก็บน้ำ
10. ข้อควรระวังของฟาร์มเลี้ยงผึ้ง
 หากฟาร์มเลี้ยงผึ้งอยู่ใกล้บริเวณสวนที่ทำการเกษตร เจ้าของฟาร์มควรระบุหรือแจ้งเพื่อนบ้านให้ทราบว่าตนเองมีการเลี้ยงผึ้ง
 มีชื่อ เบอร์โทร สถานที่ติดต่อได้ เพื่อให้เพื่อนบ้านที่ทำแปลงปลูกพืช สามารถติดต่อได้
 อธิบายให้เกษตรกรเข้าใจความสำคัญของผึ้ง โดยเฉพาะการช่วยผสมเกสร การพ่นสารเคมีอาจไปกระทบต่อแมลงผสมเกสร
 มีข้อตกลงร่วมกันระหว่างเจ้าของฟาร์มเลี้ยงผึ้งกับเกษตรกรข้างเคียง เพื่อหาวิธีการใช้สารเคมีที่ปกป้องผึ้ง
 ไม่ควรตั้งฟาร์มเลี้ยงผึ้งในแหล่งที่มีความจำเป็นต้องใช้สารเคมี และพ่นสารเคมีบ่อยครั้ง
 ปิดรังผึ้งในช่วงที่เกษตรกรมีการพ่นสารเคมี หรือเคลื่อนย้ายรังผึ้ง (ถ้าเป็นไปได้) ไปอยู่แหล่งอื่นชั่วคราว

 

การจำแนกระดับความเป็นพิษของสารกำจัดศัตรูพืชต่อผึ้ง

-พิษร้ายแรง (highly toxic) มีค่าความเป็นเฉียบพลันน้อยกว่า 2 ไมโครกรัม/ผึ้ง 1 ตัว (acute LD50 < 2μg/bee)
-พิษปานกลาง (moderately toxic) มีค่าความเป็นเฉียบพลัน 2 – 10.99 ไมโครกรัม/ผึ้ง 1 ตัว (acute LD50 2 - 10.99μg/bee)
-พิษน้อย (slightly toxic) มีค่าความเป็นเฉียบพลัน 11 – 100 ไมโครกรัม/ผึ้ง 1 ตัว (acute LD50 11 - 100μg/bee)
-ไม่มีพิษ nontoxic มีค่าความเป็นเฉียบพลันมากกว่า 100 ไมโครกรัม/ผึ้ง 1 ตัว (acute LD50 > 100μg/bee) to adult bees.

กลุ่ม 1 สารเคมีที่มีพิษร้ายแรง (Highly toxic) ต่อผึ้ง
หมายเหตุ ทำให้ผึ้งสูญหายอย่างรุนแรงภายหลังจากมีการใช้สารเคมี โดยเฉพาะหากมีการพ่นสารเคมีใกล้รังผึ้ง หรือการพ่นสารภายใน 1 วัน แล้วผึ้งมาเก็บละอองเกสรภายในบริเวณนั้น
สารป้องกันกำจัดแมลงและไรศัตรูพืช (Insecticides และAcaricides)
o อะซีเฟต
o อัลดิคาร์บ
o อะซินฟอสเมทิล
o คาร์บาริล
o คาร์โบซัลแฟน
o คลอร์ไพริฟอส
o ไดอะซินอน
o ไดคลอร์วอส
o ไดโครโตฟอส
o ไดเมโทเอต
o โอเมโทเอต
o เฟนโทเอต
o เฟนไทออน
o ฟามอกซาดอน
o โมโนโครโตฟอส
o ฟอสเมต
o ฟอสฟามิดอน
o เฟนิโตรไทออน
o ฟลูไซทริเนต
o มาลาไทออน
o เมโทมิล
o เมทามิโดฟอส
o เมทิดาไทออน
o เมไทโอคาร์บ
o โพรโพซัวร์
o โพรฟีโนฟอส
o ไตรอะโซฟอส
o เมทิลพาราไทออน
o เมวินฟอส
o เบนฟูราคาร์บ
o โพรโพซัวร์
o พิริมิฟอส เมทิล
o โพรไทโอฟอส
o ฟิโพรนิล
o อีทริโพรล
o เบต้าไซฟลูทริน
o แลมบ์ดาไซฮาโลทริน
o เพอร์เมทริน
o ไซเพอร์เมทริน
o เดลทาเมทริน
o เฟนวาเลอเรต
o เอสเฟนวาเลอเรต
o เฟนโพรพาทริน
o ไบเฟนทริน
o อีโทเฟนพร็อก
o อิมิดาโคลพริด
o ไทอะมีทอกแซม
o ไดโนทีฟูแรน
o โคลไทอะนิดิน
o ซัลฟอกซาฟลอร์
o สไปโนแสด
o สไปเนโทแรม
o อะบาเมกติน
o อีมาเมกติน
o คลอร์ฟีนาเพอร์
o อินดอกซาคาร์บ
o เมโทรพริน
o ไพริดาเบน
o ไซแอนทรานิลิโพรล

 

กลุ่ม 2 สารเคมีที่มีพิษอันตรายปานกลาง (Moderately toxic) ต่อผึ้ง
หมายเหตุ สารในกลุ่มนี้สามารถใช้ได้ในอัตรา ช่วงเวลา และวิธีการพ่นสารที่ถูกต้อง แต่ไม่ควรพ่นให้ถูกตัวหรือสัมผัสกับผึ้งโดยตรง โดยเฉพาะสถานที่ที่มีการเลี้ยงผึ้ง
สารป้องกันกำจัดแมลงและไรศัตรูพืช (Insecticides และAcaricides)
o เอ็นโดซัลแฟน
o อะเซตทามิพริด
o ไทอะโคลพริด
o ออกซามิล
o โฟซาโลน
o ไทโอไดคาร์บ
o คลอแรนทรานิลิโพรล
o ทีบูเฟนไพแรด
o โทลเฟนไพแรด
o เฟนไพรอคซิเมต
o ไบฟีนาเสต
o โคลเฟเทอซีน
o ฟีนาซาควิน
o อีโทซาโซล
สารป้องกันกำจัดเชื้อรา (Fungicides)
o คาร์เบนดาซิม
o อีทาบอกแซม
o คลอโรทาโรนิล
o คาซูก้าไมซิน
o โพรพาโมคาร์บ
สารกำจัดวัชพืช (Herbicides)
o คลีโตดิม
o อะนิโลฟอส
o นิโคซัลฟูรอน
o ซันเฟนทราโซน
o เมทซัลฟูรอน
o พาโคลบิวทาโซล

 

กลุ่ม 3 สารเคมีที่ค่อนข้างไปทางไม่เกิดอันตราย (Relatively non- toxic) ต่อผึ้ง
หมายเหตุ สารเคมีกลุ่มนี้สามารถใช้ได้ในบริเวณที่มีผึ้ง แต่ต้องใช้ในอัตราที่แนะนำ ช่วงเวลา และวิธีการใช้ที่ถูกต้อง ไม่ควรพ่นสารเคมีกลุ่มนี้โดยตรงกับรังผึ้ง
สารป้องกันกำจัดแมลงและไรศัตรูพืช (Insecticides และAcaricides)
o อัลเลอร์ทริน
o อามีทราซ
o อะซาไดแรกติน
o บาซิลลัส ทูรินเจียนซิส
o คลอโรเบนซิเลต
o นิโคติน
o พาราฟินิกออยล์
o ไวออยล์
o ปิโตรเลียมออยล์
o ฟลูเบนไดเอไมด์
o ไพมีโทรซีน
o ฟลอนิคามิด
o ไดฟลูเบนซูรอน
o อีไทออน
o ไดฟลูเบนซูรอน
o คลอร์ฟลูอาซูรอน
o ลูเฟนนูรอน
o โนวาลูรอน
o ฟลูฟีนอกซูรอน
o บูโพรเฟซีน
o ไซโรมาซีน
o ทีบูฟีโนไซด์
o โครมาฟีโนไซด์
o ไซฟลูมีโทเฟน
o พิริมิคาร์บ
o โพรพาไกต์
o ไพริโพซิเฟน
o เตตระไดฟอน
o ไตรคลอร์ฟอน
o สไปโรมีไซเฟน
o สไปโรเตตร้าแมท
o ไดโคฟอล
o เฮกซี่ไทอะซอก
o ฟลูไพราดิฟูโรน
o ครีโอไลต์
สารป้องกันกำจัดเชื้อรา (Fungicides)
o เมทาแลกซิล
o เมทาแลกซิล-เอ็ม
o อะซอกซี่สโตรบิน
o ไตรฟอกซี่สโตรบิน
o พิคอกซี่สโตรบิน
o ไพราโคลสโตรบิน
o เบโนมิล
o บอร์โดมิกเจอร์
o แคปตาโฟล
o แคปแทน
o คอปเปอร์-8-ควิโนเลต
o คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์
o คอปเปอร์ซัลเฟต
o คิวปลัสออกไซด์
o ไซมอกซานิล
o ดาโซเมต
o ไดเมโทมอร์ฟ
o ไดนิโคนาโซล
o ไดโนแคป
o ไดไทอะนอน
o โดดีน
o เฟนเฮกซามิด
o ฟลูอะซินาม
o โฟลเพ็ต
o แมนโคเซบ
o มาเน็บ
o โพรพิเนบ
o ไอโพรไดโอน
o ฟอสอีทิล อลูมิเนียม
o ฟลูโอพิโคไลด์
o นาบาม
o โพรคลอราซ
o คาร์เบนดาซิม
o ซัลเฟอร์
o ไทแรม
o ไตรโฟรีน
o ซีแรม
o โซซาไมด์
o คาร์บอกซิม
o ไดฟิโนโคนาโซล
o ไซโพรโคนาโซล
o อีพอกซี่โคนาโซล
o โพรไทโอโคนาโซล
o ทีบูโคนาโซล
o เฮกซาโคนาโซล
สารกำจัดวัชพืช (Herbicides)
สารที่กระตุ้นหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของพืช (Plant Growth Regulators)
o 2,4-D
o กลูโฟซิเนต แอมโมเนียม
o อะเซโทคลอร์
o อะลาคลอร์
o อะมิโทรล
o อะทราซีน
o เบนทาโซน
o โบรมาซิล
o บิสไพริแบกโซเดียม
o คลอร์โบรมูรอน
o คลอโรซูรอน
o โคลโพซิดิม
o คลอแรนซูแรม
o ไซยานาซีน
o ไซฮาโลฟอพ-บิวทิล
o ไดแคมบา
o ไดคลอร์เบนิล
o ไดฟลูเบนโซเพอร์
o อี พี ที ซี
o พาราควอท
o โพรพานิล
o โพรพาซีน
o ฟลูฟีนาเซต
o ฟลูโอไทยูรอน
o ฟลูมิโอซาซิน
o ฟลูริโดน
o ฟลูโรซีเพอร์
o ฟลูไทอะเซต-เมทิล
o โฟแรมซัลฟูรอน
o ไกลโฟเสต
o อิมาซามอกซ์
o อิมาซาเพอร์
o ลินูรอน
o เอ็ม ซี พี เอ
o โพรพาซีน
o เมทาโซล
o เมทริบูซิน
o เมโซไตรโอน
o เมโทลาคลอร์
o แนพทาแลม
o ไนโตรเฟน
o นอร์ฟลูราซอน
o พีนอกซุแรม
o ไพรอกซาซัลโฟน
o เพนดิเมทาริน
o ฟีนีโซแฟม
o พิคลอแรม
o โพรเมทรีน
o ควินคลอแรก
o ไซมาซีน
o โคลไดนาฟอพ
o โคลมาโซน
o เทอร์บาซิล
o เทอร์บูทรีน
o ทรานโคซีดิม
o ไตรบูฟอส
o ไตรคลอร์เพอร์
o ไตรฟลูราลีน
o ออกซาไดอะกิล
o ออกซาไดอะซอน
o โซเดียมคลอเรต
o แอมโมเนียมซัลเฟต
o ไฮโดรเจนไซยานาไมด์
o อีทิฟอน
o ไทอะเดียซูรอน

 

 

 

ขอขอบคุณบทความที่มีประโยชน์จาก
Facebook สุเทพ สหายา